เมื่อก่อนเคยคิดว่า ทำไมถึงต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนไปเรียนถึงสยาม-พญาไทให้มันเหนื่อย แล้วยังต้องเปลืองค่ารถแพงๆ อีกด้วยนะ?

แต่วันนี้ได้บุกไปเรียนที่นั่นครั้งแรกแล้ว

....................................

เนื่องจากว่าเมื่อวานไปสอบเข้ามหิดลที่โรงเรียนทวีธาภิเษกมา ทำให้ต้องหยุดเรียนเคมี อ.อุ๊ไป วันนี้เราเลยติดต่อว่าจะขอไปเรียนชดเชยที่พญาไท เพราะที่นั่นห้องเรียนเยอะ น่าจะพอมีที่นั่งให้เราเรียนชดเชยได้บ้าง

12.15 เราและหนูป๊อปปี้ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานนี้ต้นทางวงเวียนใหญ่ไปลงป้ายพญาไท รถไฟฟ้าคนแน่นมาก มีแต่คนลงจะลงป้ายนี้ มีทั้งเด็กเล็กเด็กใหญ่เลย เต็มไปหมด พอลงมาจากสถานีปุ๊ปก็ไม่ต้องถามเลยว่าจะไปทางไหนต่อ เพราะพอออกจากรถไฟฟ้าก็ถูกฝูงชนพาไปโผล่อีกทีก็ที่หน้าตึกอาคารวรรณสวรรค์เสียแล้ว (^^ ไม่ต้องเปลืองแรงขบคิดเลย)

12.50 แล้ว อีก 10 นาทีก็จะได้เวลาเข้าเรียน แต่ว่าเรายังไม่ได้กินอะไรเป็นมื้อเที่ยงเลยอะ ท้องมันก็เริ่มครวญคราง เห็นทีว่าถ้าไม่ยัดอะไรลงท้องคงจะเรียนไม่รู้เรื่องเสียแล้ว พอรู้แบบนั้นเราก็เริ่มตะเวนหาของกินทันที

ภายในตึกวรรณสรณ์เหมือนกับห้างไม่มีผิดเลย เพียวงแค่เปลี่ยนจากร้านขายพวกของกิ๊ฟช็อปกับเสื้อผ้าไปเป็นโรงเรียนสอนพิเศษเท่านั้นแหละ ชั้นล่างๆ จะมีพวกร้านเครื่องเขียนร้านขนมร้านอาหารเยอะแยะหลายร้านมากเลย แต่ที่ถูกใจเราที่สุดก็คงจะเป็นร้านเครื่องเขียนที่ขายทั้งการ์ตูน นิยาย และปากกาแบบต่างๆ แต่เสียดายไม่มีเวลาเดินดูเสียแล้ว เลยรีบซื้อไวตามิลดื่มเข้าไปกล่องแล้วรีบขึ้นไปเรียนทันที

13.00 ได้เวลาเรียนแล้ว เรากับป๊อปปี้เข้าไปนั่งในห้องวีดีโอ 8 หาที่นั่งคู่ที่เจ้าของที่ตัวจริงยังไม่มา นั่งไปได้สักประมาณ 1 ชม. ตายละหว่า..เจ้าของที่ตัวจริงเค้ามาแล้วอะ เรากับเพื่อนก็เลยต้องเนรเทศตัวเองออกมานอกห้อง ถึงได้รู้ว่าวันนี้มีคนมาชดเชยเหมือนกับ 5 คน (รวมตัวเองด้วย) พอไม่มีีทีนั่ง พี่เค้าก็เลยบอกว่าถ้าอยากเรียนคงต้องนั่งพื้นไปก่อน O_O!!

อะนะ...ตอนแรกอึ้งไปเลย // ใจคอพี่ๆ จะให้หนูนั่งพื้นเลยหรอ..แต่ว่าเพราะความไม่อยากขาดเรียน กลัวเรียนไม่รู้เรื่อง เราก็เลยต้องยอมนั่งพื้นหลังห้อง (ไม่กล้าไปนั่งหน้าห้อง อายเค้า) เพื่อที่จะได้เรียนกับคนอื่นๆ เขา...ช่างเป็นที่วีไอพีเสียจริงๆ

15.30 จบแล้วๆ เรากับป๊อปปี้เดินลงไปชั้น 3 (มั้ง) เพื่อเข้าไปร้านเครื่องเขียนที่หมายตาหมายใจไว้ตั้งแต่แรก จุดประสงค์หลักคือเข้าไปดูการ์ตูนในร้าน แม้จะไม่ซื้อก็เถอะ จุดประสงค์รองก็คือซื้อมาร์กเกอร์สีเหลืองเรืองแสงสีโปรดกับเอาหนังสือ อ.อุ๊ ให้เค้าห่อปกพลาสติกให้ (แปลกนะ หนังสือในโรงเรียนไม่ห่อปก แต่หนังสือเรียนพิเศษเราดันห่อ)

หลังจากออกมาจากร้านเครื่องเขียนด้วยความเสียดายแล้ว เรากับป๊อปปี้จึงได้ฤกษ์กลับบ้านสักที อ๊า...จังชอบวรรณสรณ์แล้วสิ แต่เสียอย่างเดียว ถ้าเกิดนั่งรถเมย์มานะ ตาย...ติดตายแน่ๆ

.......................................

หลังจากที่ได้ไปเยือนตึกวรรณสรณ์ครั้งนี้แล้ว ความคิดเรื่องการขี้เกียจไปเรียนพิเศษไกลๆ ก็เริ่มเปลี่ยน คิดว่าปิดเทอมใหญ่ขึ้น ม.4 ปีนี้ บางทีเราอาจจะมาเรียนที่นี่ก็ได้ แต่นั่นคือในกรณีที่เราต้องการจะเรียนหลายๆ คอร์ส หลายๆ เวลาๆ นะ เพราะถ้าเราเรียนน้อยคอร์สเราก็คงจะเรียนที่วงเวียนใหญ่เหมือนเดิม ประหยัดดี แต่ที่สาขานี้มีดีตรงที่มีตารางเรียนให้เลือกเยอะเท่านั้นแหละ

-- แต่ถ้าเกิดให้ดีนะ ในความคิดเราอยากจะให้มีแบบการเรียนออนไลน์ในคอมที่บ้านด้วย จะได้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปเรียนที่อื่น เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบันนี้ โรงเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนออนไลน์ทางเน็ตที่บ้านก็เป็นสถานที่ที่ไม่ดัง คนไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดพวกโรงเรียนกวดวิชาดังๆ หันมาใช้วิธีนี้สอนพิเศษบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

 

ถึงเดือนยังนะที่เฝ้ารอ...ในที่สุดเราก็ได้คอมเครื่องใหม่มาจากงานคอมมาร์ท 2009 ซักที

.......................................

ตอนที่กำลังอัพเอ็นทรี่นี้กำลังเรียนวิชาโปรแกรมเบื้องต้นอยู่ที่ศึกษานารี (โปรแกรมปาสคาล) เรียนจบแล้วเวลาเหลือสักสิบนาทีก็เลยว่าจะมาอัพความคืบหน้าสัก (ย้อนหลัง) สักหน่อย

วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. หลังจากเรียนเคมี อ.อุ๊ ที่ตึก M-Place สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เสร็จ 12.45 (ข้าไป 5 นาที) ป๊าก็มารับและรีบไปงานคอมมาร์ทที่ศูนย์สิริกิตติ์ทันที เพราะนัดพี่เอาไว้ที่นั่น ไอ้เราก็ไม่อยากให้เค้าต้องรอเรานาน เพราะเราก็ไปขอให้เค้าช่วยเราเลือกและประกอบคอมด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไปถึงประมาณบ่าย 2 กว่าๆ อยู่ดี

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ไปงานคอม แม้ว่าปกติเราจะเคยมางานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์ก็ตามที แต่พอมางานนี้แล้วรู้สึกแปลกตาไปอย่างมาก จำทางแทบไม่ได้เลย ในงานครั้งนี้ดูเหมือนเค้าจะโฆษณา Window 7 กันใหญ่เลย แต่เราก็ยังไม่อยากซื้อ เพราะว่าโปรแกรมส่วนมากที่มีจะรองรับกับ XP และ Vista เลยไม่อยากเสี่ยงเสียเงินมาฟรีๆ

หลังจากที่เราพบกับพี่ที่นัดเอาไว้ พี่ก็เอาเสปคเครื่องที่จัดให้ตามงบที่เราต้องการมาให้ดู พาเราไปบูธของ J.I.B. เพื่อซื้ออุปกรณ์ ส่วนเคสนั้นลงไปซื้อที่ชั้น C และขึ้นมาหาที่นั่งต่อคอมกัน แต่ว่าไม่รู้จะไปลองเครื่องที่ไหน เราเลยหิ้วขึ้นแท็กซี่กลับบ้านก่อนตอนประมาณทุ่มหนึ่งเห็นจะได้

--มีตอนหนึ่งกำลังหาซื้อน็อตที่ใช้ประกอบคอม แต่เราดันไปใช้ศัพท์ว่า "สกรู" ปรากฎว่าในงานดันไม่มีใครรู้จัก แต่พอเราถามหา "น็อต" กลับได้ "NOD32" มาแทน 55+ หัวเราะกันทั้งคนซื้อและพนักงานบูธเลย

วันอาทิตย์ที่ 8 ได้คอมใหม่แล้วเห่อ แต่ทว่า...เมนบอร์ดดันมีปัญหา ลงวินโดว์ลงอะไรไม่ได้เลย ตอนเย็นเลยต้องท่อไปพันทิป เพื่อขอเคลมเมนบอร์ดแล้วค่อยกลับมาใ้ห้ช่างลงวินโดว์ให้ใหม่ (ไม่อยากแตะไบออสอะ เสียว)ช่างเค้าคิดราคาทั้งประประมาณ 3 ร้อยบาท แต่ว่าเราเอาคอมเก่าไปขายให้ช่างด้วย บวกลบทั้งหมดแล้วเลยได้เงินมาพันหนึ่ง

และแล้ว...คอมที่รอมานานแสนนานก็เข้ามาอยู่ในมือเราเสียที ^^

วันนี้หลังเลิกเรียนมีประชุมสี (เราอยู่สีแดงละ) เพื่อเลือกประธาน และตำแหน่งต่างๆ ในสีสำหรับงานกีฬาสีที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า และดุูเหมือนว่าพวกเราจะไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย นอกจากนั่งฟังว่าใครเป็นอะไร (ทำไมปีนี้มันไม่เห็นมีให้เลือกประธานรองประธานเลยละ จู่ๆ ประธานก้โผล่มาจากไหนไม่รู้)

และหลังจากออกจากโรงเรียนแล้ว เวลา 16.00 น. เราก็ไปพบป๊าที่ใต้สะพานตลาดพลู และเลี้ยวเข้าไปในร้านดูดวงร้านหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อร้าน "777" ภายในร้านตอนนั้นมีคนกำลังดูอยู่ เราเลยต้องรอ T_T

นั่งรอเค้าอยู่สักครู่ก็ถึงคิ้วเรา หมอดู (เค้าเรียกว่าหมอดูใช่ไหม) ก็ดูดวงให้เราด้วยการถามวันเดือนปีเกิด เค้าบอกว่าเรานะมีกรรมมากกว่าบาป  แต่ว่าถ้าทำอะไรก็จะสำเร็จ อยากเรียนอยากทำอะไรถ้าต้องการจะทำให้ได้มันก็จะได้ เรื่องเงินทองก็มีมาให้เรื่อยๆ ไม่อดอยาก เสียเพียงแต่ว่ากรรมเก่าของเรานั้นเป็นกรรมที่ทำกับคนทำกับเพื่อนทำกับคนรัก ทำให้ชาตินี้ไม่มีคู่แท้ ไม่มีเพื่อนแท้ มีสิทธิ์ที่จะโดนเพื่อนและแฟนออกได้ง่าย ที่สำคัญคือเราจะไม่สบายเจ็บๆ ออๆ แอดๆ โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวกับหัว เช่นอาการปวดหัว

....อืม...ฟังดูแล้วก็มีทั้งดีและไม่ดีละน้า แต่เรื่องเพื่อนเรื่องคู่ครองนี้ก็เรื่องใหญ่ละน้า แต่ว่าก็ไม่ค่อยเครียด เพราะปัจจุบันเรื่องเพื่อนนี้ ก็ต้องบอกได้เลยว่าไม่มีเพื่อนรักจริงๆ ก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีเพื่อนนะ มีเพื่อนเยอะแยะเลย เพียงแต่ไม่ใช่เพื่อนแท้ ไม่ใช่เพื่อนคนที่เรารู้สึกสนิท ส่วนเรื่องแฟนนั้นเราเองตอนนี้ก็ไม่สนใจอยู่แล้ว จบข่าว....

ถ้าถามว่าเชื่อไหม  เราเองต้องบอกว่าสิ่งที่เค้าพูดมาเราเองก็เจอมาแล้วในชีวิต ดังนั้นก็เชื่อไว้หน่อยก็คงจะไม่เสียหายอะไร แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดงมงายอะไร เพราะหมอดูเค้าก็เป็นคนบอกเองว่า...ถึงอย่างไรทุกอย่างก็อยู่ที่กรรม (การกระทำ) ของเรา

ปล. นับถอยหลังอีกไม่เกิน 4 วันจะได้คอมใหม่ ^^

นึกถึงวันคืนที่สงบสุข

posted on 01 Nov 2009 09:23 by blackart  in Diary

การปิดเทอมจบลงไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่แสนจะวุ่นวาย บางทีอาจจะวุ่นกว่าเมื่อก่อนอีกก็ได้ เพราะเทอมนี้กิจกรรมเยอะมาก เปิดเทอมมาสัปดาห์แรกก็เป็นงานฉลองกฐิน ปี้นี้ห้องเราทำปาลูกโป่งมหากุศลเหมือนเมื่อปีที่แล้ว และก็ประกวดธิดากฐินด้วย

งานฉลองกฐินมีในวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง ห้องเรายังคงทำเงินได้เยอะเหมือนเมื่อปีที่แล้ว แถมยังได้เยอะกว่าเดิมตั้งสองเท่าตัวอีกด้วย เสียอย่างเดียวก็ืคือจำนวนคนที่มาช่วยบูธนั้นน้อยเกินไป มีคนทีอยู่ช่วยบูธไม่กี่คน นอกนั้นก็ไปเล่นไปเที่ยว ไม่มีมาสนใจกันบ้างเลย พวกเพื่อนๆ ที่ไล่เก็บลูกดอกก็โดนลูกดอกแทงเข้าที่มีตั้งหลายคน เห็นแล้วสงสารเลย ส่วนตัวเรานั้นเป็นคนขายบัตรเก็บเงินเหมือนเมื่อปีที่แล้ว เหตุผลไม่มีอะไรมาก เพราะเราค่อยข้างเสียวลูกโป่งแตกนั่นเอง แต่พอได้ยินไปนานๆ มันก็จะชินไปเอง แต่ตอนแรกนั้นสะดุ้งทุกทีที่ได้ยินเลย

แต่ก็ถือว่างานออกมาดีนะ ธิดากฐินห้องเราก็ได้ที่สาม แม้ว่าเราออกจะไม่พอใจอยู่หน่อยก็ตามที่เอาเงินจากบูธปาลูกโป่งไปซื้อลูกโป่งให้ธิดากฐิน ถึงแม้จะมีเพื่อนอ้างว่า 

"เอาเงินเข้ากองกฐินเหมือนกัน"

ถ้าเอาเงินเข้าเหมือนกัน แล้้วแบบนั้นจะเอาเงินจากบูธไปซื้อลูกโป่งทำไม ในเมื่อมันอยู่ในบูธมันก็เข้ากองกฐินอยู่แล้ว ที่อยากได้นะ เราว่าอยากชนะห้องอื่นๆ มากกว่า

...เหอ...คิดถึงตอนปิดเทอมจัง วันคืนที่แสนสุข ไม่มีใครมากวน ไม่มีปัญหา อยู่ตัวคนเดียว อยากจะอยู่แบบนั้นอีกจัง อยากจะให้มีการเรียนระบบออนไลน์อะ จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน เพราะเราะ ไม่ใช่คนประเภทที่ขาดเพื่อนไม่ได้หรอกนะ เพราะเรายังมีเอ็มไว้คุย มีโทรศัพท์ด้วย อีกอย่าง...เราก็อยู่ตัวคนเดียวมานานละ