มนุษย์เดี่ยวนี้เริ่มทำอะไรเองไม่ค่อยเป็นกันแ้ล้ว เพราะอะไรๆ ก็มีเทคโนโลยีมาคอยช่วย

เราเองก็เคยถามพี่ที่เรียกวิศวะคอมคนหนึ่งที่มีความคิดอยากสร้างมันสมองจักรกลว่า...ไม่กลัวหรอถ้าวันหนึ่งหุ่นยนต์จะครองโลกแทนมนุษย์ พี่ตอบกลับมาว่า...ไม่กลัวหรอก เพราะถึงหุ่นยนต์จะฉลาดเท่าไหร่ แต่ก็มันมีวันฉลาดเกินมนุษย์ที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมาหรอกนะ

............................

เหตุผลที่เขียนเอ็นรี่นี้ในวันนี้ไม่มีอะไรมาก  เพียงแค่พี่ลูกชิ้น (นามแฝงที่ใช้กัน) โทรมาหาพร้อมกับ HBD เรา เราก็เลยบอกว่า...หนูไม่ได้เกิดวันนี้คะ ท่าทางไอ้โปรแกรมคำนวนวันเกิดของพี่มันจะบ๊องแล้วนะคะพี่

เนื่องจากว่าพี่เขาเรียนทางด้านสายคอม และก็ไปเจอโปรแกรมคำนวนวันเกิดของคนมาก็เลยลองเล่นดู แต่ว่าทายวันเกิดของเราผิดไป 2 รอบแล้ว เพราะเราเกิดวันที่ 12 พ.ย. แต่เครื่องพี่ดันคำนวนมาว่าเราเกิดวันที่ 12 ก.ย. ซะงั้น (ครั้งแรกไอ้โปรแกรมนั่นมันคำนวนได้ 12 ส.ค.)

และพอเราคิดถึงพี่คนนี้ ก็ทำให้นึกถึงเรื่องที่เคยพูดกับพี่ที่ห้องสมุด ตอนที่เราพาพี่ไปยืมหนังสือ พี่เคยพูดถึงความฝันบ้าๆ บอๆ ของพี่เอาไว้ว่าอยากจะประดิษฐ์สมองกลให้กับหุ่นยนต์ เอาให้แบบที่สามารถทำงานทุกอย่างได้เหมือนกันในหนังเลย เราก็เลยบอกพี่ว่าแบบนั้นมันจะดีได้อย่างไร รังแต่จะทำให้คนเป็นง้อย ทำอะไรไม่เป็น อีกอย่างไม่กลัวหุ่นยนต์ยึดโลกเหมือนในหนังหรอ

พี่ก็ตอบกลับมาว่า ของพวกนี้มันไม่ได้ฉลาดไปกว่าคนสักเท่าไหร่หรอก อย่างเช่นโปรแกรมคำนวนเลข มันก็ทำได้แค่คิดเลขเร็วกว่ามนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ สมองกลก็เช่นกัน ต่อให้มันเก่งกาจขนาดจะยึดครองโลกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มันไม่มีก็คือความรู้สึก สมองของมนุษย์ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่ามันมาก เราสามารถพัฒนาให้เหนือขั้นขึ้นไปได้อย่างไม่มีทีสิ้นสุด ในขณะที่มันกลับทำได้ในสิ่งที่เราใส่หรือเขียนเข้าไปในสมองของมันเท่านั้น ฉะนั้นไม่ว่ามันจะเก่งกาจสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีวันเทียบชั้นกับมนุษย์ได้เลย

อืม...พอนึกๆ ไปแล้่วเราก็เลยเสิร์ชหาบทความเกี่ยวกับความรู้สึกของสมองกลกับสมองคนมาให้อ่านๆ ไป เอาไ้ว้เป็นความรู้เสริม บางคนอาจจะรู้อยู่แล้วก็อย่าว่ากันนะคะ เอาเป็นว่าคนเขียนไม่ค่อยรู้ละกันนะคะ

...........................

 

                ความรู้สึกตัวของหุ่นยนต์ ระหว่าง สมองคนและ สมองกลอัจฉริยะ

อย่างไรก็ตามผมเห็นว่ายังมีความคล้ายคลึงกันบ้างระหว่างสมองคนและ สมองกลอัจฉริยะ หากเราพิจารณาคลื่นสมอง(Brain Wave)ของมนุษย์ที่วัดเทียบกันแกนเวลาจะพบว่าวิ่งด้วยขนาด(Amplitude)และความ ถี่(Frequency)ต่างๆกัน สาขาวิทยาการหุ่นยนต์ได้ใช้ประโยชน์จากลักษณะของคลื่นสมอง Electroencephalography(EEG) ไปทำการควบคุมอุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์หรือแม้กระทั่งกลไกหุ่นยนต์ที่ยังอยู่ใน ขั้นทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นวันนี้ผมขอแลกเปลี่ยนเรื่องที่ยังอยู่ใน จินตนาการของผม ที่ผมมั่นใจว่าภายในเวลา 10-20 ปี จะถูกพัฒนาขึ้นในหุ่นยนต์แห่งอนาคตนั่นคือ ความรู้สึกตัวของหุ่นยนต์ (Robot Consciousness)
ส,อà¸�à¸�ล         

       นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า สมองของเราประกอบด้วยเส้นใยสมองที่เรียกว่านิวโรนมากมายและมีกระแสไฟฟ้า น้อยๆที่วิ่งไปมาระหว่างระหว่างประจุบวกและลบบนนิวโรนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยว ข้องโดยตรงกับขบวนความคิดและความรู้สึกตัวของเรา ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดรู้จริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณและคุณภาพของ ข้อมูลต่อปริมาณกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ แต่ สำหรับบุคคลที่มีสมาธิดีนั้นจักสามารถจัดกระบวนการคิดได้เป็นเรื่องเป็นราว จนผลรวมของกระแสไฟฟ้าดังกล่าวจะมีความชัดเจนส่งผลให้สนามแม่เหล็กที่เกิด ขึ้นมีความเข้มขึ้นตามกันไป ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากคลื่นสมองจึงต้องมีการฝึกให้ผู้ใช้งานรู้จักขบวน การสร้างกิจกรรมจากความนึกคิดของตน มีผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าคลื่นสมองเหล่านี้นี้แหละที่ทำให้มนุษย์เราเกิด ความรู้สึกตัว (Consciousness) นั่นเอง

                ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ กลไกการตีความ (Cognition) เช่น นิวโรฟัสซี่ (Neuro-Fuzzy)ทำงานโดยอาศัย บิทค่าศุนย์และหนึ่งของข้อมูล ผลลัพท์การตีความก็เกิดจากผลรวม ของค่าเหล่านี้ในแต่ละโหนด ที่ผ่านมาเราใช้ผลลัพท์เหล่านี้มาควบคุมมอเตอร์หรือตัวขับเคลื่อนอื่นๆ เราก็สามารถใช้กลไกนี้ทำให้หุ่นยนต์รู้สึกตัวได้เช่นกันเพียงแต่ว่า ชุดข้อมูล (Input Arrays) นั้นต่างกัน เมื่อหุ่นยนต์รู้สึกตัวได้แล้วจึงจะพัฒนาไปถึง ความรู้สึก(Feeling) และอารมณ์(Emotion)ได้ ในทางทฤษฎี เราสามารถพัฒนาสมรรถนะการคิดของคอมพิวเตอร์ให้ใกล้เคียงกับมนุษย์ได้ สมองมนุษย์นั้นมีเซลนิวรอนประมาณ 1010 นิวรอนเหล่านี้สามารถสถานะ ปิด-เปิด: หนึ่งบิท ได้ด้วยความถี่ 1,000 ครั้งต่อวินาทีหรือเฮริตส์ ดังนั้น ถ้าทุกนิรอนทำงานพร้อมด้วยความถี่สูงสุดนี้ กำลังการคำนวณรวมคือ 1013 สถานะต่อวินาที เมื่อเปรียบเทียบกับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดย่อมๆมี ทรานซิสเตอร์อยู่ประมาณ 109 ตัว เปลี่ยนสถานะปิด-เปิดได้เร็วกว่านิวรอน 106 เท่า ซึ่งก็คือ 109 เฮริตส์นั่นเอง นั่นคือความเร็วรวมทั้งระบบสูงถึง 1018 เฮริตส์ ซึ่งสูงกว่าสมองมนุษย์ ถึง 105 หรือ แสนเท่า ภาษาทางเทคนิคเราเรียกว่า Five Orders of Magnitude ถือว่าแตกต่างกันมาก
                อย่าง ไรก็ตามคอมพิวเตอร์ที่ผมกล่าวถึงนี้ไม่สามารถแสดงพลังสมรรถนะทั้งมวลนี้ออก มาได้ เพราะการทำงานของคอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาทำงานในลักษณะอนุกรม:มิได้ทำงาน หลายๆชิ้นพร้อมกัน มีเพียง 1% ของ ทรานซิสเตอร์เท่านั้นทำงานในขณะใดขณะหนึ่ง ระยะหลังๆจึงมีการศึกษาโปรแกรมด้านการคำนวณเชิงขนาน (Parallel Computing) เพื่อแก้ไขจุดอ่อนนี้ แต่สมรรถนะยังไม่ใกล้เคียงสมองมนุษย์เลยที่สามารถควบคุมการทำงานส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างถูกต้องพร้อมๆกัน อย่างไรก็ตามเรื่องคิดนั้นสมองคนเราคิดได้ที่ละเรื่อง แต่บางท่านสามารถสลับความคิดไป-มาได้รวดเร็วมาก เป็นไปในลักษณะ ฟุ้งซ่านจนสร้างทุกข์จากความคิดของตนนั่นแหละครับ

..............................................

เหอๆ อ่านแล้วรู้สึก...กลัวๆ เหมือนกันนะคะ

ปล. เครดิตนะคะ จาก http://blog.eduzones.com/applezavip/18986

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Categories